Menu
[--mobilemenu--]
บราวเซอร์ของท่านไม่สนับสนุนหรือปิดการใช้งาน javascript ซึ่งจะไม่สามารถใช้งานไซต์บางส่วนเช่นการเข้าลิ้งค์ หรือโพสข้อความได้ตามปกติ, กรุณาเปิดการใช้งาน javascript เพื่อที่จะใช้งานเว็บ gconhubม หากมีปัญหาในการใช้งาน หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ [email protected] หรือ [email protected]
รีวิวปนความรู้สึกหลังผมได้ดู 天気の子 / Weathering With You [ไร้สปอยล์]
Taitoru at 2019-07-22 14:13:58 , Reads (2551), Comments (18) , Source :

「天気の子」/ Weathering With You

【รีวิวปนความรู้สึกหลังดูจบแบบไร้สปอยล์】

ก่อนอื่นขอเกริ่นไว้ก่อนว่าส่วนตัวชอบ Kimi no na wa/Your Name มาก ๆ ชอบเป็นอันดับที่ 1 จากหนังทั้งหมดของ ชินไค มาโคโตะ

เข้าเรื่อง Tenki no Ko/Weathering With You เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของคู่ตัวเอกหลักในเรื่องตามสไตล์ถนัดของชินไค แต่คราวนี้ธีมของเรื่องค่อนข้างหนักกว่า Kimi no na wa พอสมควรเลย ถ้าให้เปรียบว่า Kimi no na wa ดูได้ทุกเพศทุกวัย ผมให้ Tenki no Ko เหมาะกับอายุ 10+ ขึ้นไป
จริง ๆ เด็กก็ดูได้ผู้ใหญ่ดูดีน่ะแหละ แต่เผอิญธีมเรื่องคราวนี้มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ การโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่, การมีความรับผิดชอบที่ตามมากับการที่อายุมากขึ้น ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง แถมมีการกระทำและนิสัยแย่ ๆ ของคนแสดงออกมาให้เห็นเยอะมาก

ตัวหนังมีความสนุกพาคนดูให้ติดตามได้ดีไม่แพ้ Kimi no na wa ตัวหนังยาว 110 กว่านาที แต่ดูจริง ๆ ไม่รู้สึกเลยว่ามันนาน 1 ชั่วโมง 50 นาทีกว่า แนวเรื่องนี้เอาจริง ๆ ก็คล้ายกับ Kimi เลย ความรักผสมผสานพลังเหนือธรรมชาติความเชื่อของทางชินโต ถ้าให้แท็ก genre ก็คงเป็น Romance, Drama, Super Natural ประมานนี้

ยอมรับเลยว่าส่วนประกอบของตัวหนังบางอย่างทำได้ดีกว่า Kimi no na wa ในระดับนึงเลย อย่างแรกคือ Side Character/ตัวประกอบ ไซด์คาแรคเตอร์รอบนี้บทลึกกว่า มีความ Believable พอจะเชื่อในการกระทำของตัวละคร ได้มากกว่า Kimi no na wa มาก เพราะตัวหนังปูบทไซด์คาแรคเตอร์หลักที่มีบทบาทสำคัญมาได้ดีเลย

พูดถึงความลึกของบท คราวนี้ตัวละครหลักพระนางก็ทำออกมาได้ดีกว่าเดิม ความสัมพันธ์ดูมีความน่าเชื่อดีกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะตัวหนังมันค่อนข้างจะเป็นคนละแนวและโฟกัสคนละจุดกับ Kimi no na wa

อันนี้อาจจะเป็นความคิดเองเออเอง แต่ระหว่างดูบวกกับการที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ที่่นี่เราโคตรจะเข้าใจความรู้สึกของตัวละครเลย ในตัวหนังนอกจากจะเน้นเรื่องความรับผิดชอบของการโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังใส่ความแตกต่างของ เด็กวัยรุ่น/ผู้ใหญ่รุ่นใหม่/คนแก่ที่สุดจะหัวแข็ง/คนแก่ที่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ
เพราะมีความแตกต่างตรงนี้ด้วยไซด์คาแรคเตอร์บางแรงจูงใจของตัวละครจึงดูน่าเชื่อมากกว่าเดิมมาก ที่กล้าบอกแบบนี้เพราะว่าเจอคน(ญี่ปุ่น)ประเภทแบบที่ว่านี่มาหมดละ

งานภาพทำได้ดีมาก ๆ สมเป็นชินไคหรือที่บอร์ดฝรั่งช่วงนี้เขาแต่งประโยคประโยคนึงให้กับงานของชินไคว่า 5 วอลเปเปอร์ต่อ 1 วินาที (ล้อชื่ออังกฤษของ 5cm per second) เพราะงานภาพสวยมากจริง ๆ ยกให้สวยกว่า Kimi ด้วยอะ ถึงจะคนละสไตล์กับ Kotonoha no niwa แต่ยกให้อยู่ในระดับเดียวกันเลย เห็นได้ชัดที่ว่าดีกว่า Kimi คือตัวละครคนกับฝนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องนี่แหละ (ที่สำคัญคือดีไซน์ตัวละคร ญ คือดีงาม น่ารักมาก ๆ)

งานเพลงก็คงไม่ต้องพูดมาก Radwimps เทพอย่างเคย
ทั้งเนื้อเพลง กับ ความหมายของเพลงที่ insert เพลงเข้ามาระหว่างไคลแม็กส์นี่ทำเอาน้ำตาไหลเลย ตอนดูก็หันไปมองคนรอบข้างนะว่าเป็นคนเดียวไหม ก็ไม่ใช่ คนข้าง ๆ ผญ ก็ปาดน้ำตา ตอนออกจากโรงมาก็เห็นหลายคนตาแดง ๆ ไม่น้อย
1 ในเพลงที่ผมชอบของเรื่องนี้คือ 「あいにできることはまだあるかい」(ยังมีอะไรอีกไหมที่ความรักยังสามารถทำได้) ความ memorable ของเนื้อเพลงนี่คาดว่าหลายคนกลับบ้านมาจากหลังได้ดูคงร้องได้ประโยคสองประโยคแน่นอนเหมือน なんでもないや/Nandemonaiya ของ Kimi no na wa

เนื้อเรื่องโดยรวมจากที่กล่าวไปข้างต้นคือกลมกล่อม สนุกมาก พาคนดูเดินและมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังด้วยได้ดีมาก มีคติ มีข้อคิด ที่ฉุกให้คนคิดได้ดีมาก ๆ ในประเด็นที่ตัวหนังโฟกัส ผมน้ำตาไหลน้ำตาซึมไป 4 5 รอบได้ระหว่างดู

แฟนเซอร์วิสในเรื่อง Easter Egg เยอะมาก ๆ ใครเป็นติ่งชินไคนี่ฟินแน่นอนอะ ดูรอบเดียวไม่น่าจะเจอหมด ขนาดที่ ญป วัฒนธรรมคนดูเงียบตลอดเวลาไม่ว่าหนังจะตลกขำขนาดไหนหรือกรี๊ดโห่ร้องความ Hype โรงหนังก็จะเงียบ ๆ ตอนฉาก Easter Egg มานี่ยังแอบได้ยินเสียงกรี๊ดเบา ๆ

ที่ทำให้ต้องดูสองรอบใน 1 วันเพราะตอนดูรอบแรกจบไม่รู้สึกว่ามันจบนี่แหละ 110 กว่านาทีมันผ่านไปไวจริง ๆ และด้วยความที่เป็นธรรมชาติของหนังโรง เวลามันย่อมจำกัดเป็นธรรมดา บางคำถามหรือปมบางอันอาจจะไม่ได้รับคำตอบ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อตัวหนัง หรือจำเป็นต้องมาอธิบาย ผมคิดว่าเนื้อหาที่ให้มา 110 กว่านาทีของหนังเรื่องนี้นั้นเพียงพอแล้ว สำหรับสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อ

สรุป
ถ้า Kimi no wa คือ 10/10 สำหรับผม
Tenki no Ko คือ 9-9.5/10 มันเป็นผลงานที่ดีมาก ๆ อีกเรื่องนึงของ ชินไค มาโคโตะ เลย ถึงทางนี้ส่วนตัวจะยังชอบ Kimi มากกว่า แต่ให้เรื่องนี้รองลงมาเลย แล้วจะไม่แปลกใจเลยถ้าเกิดใครชอบเรื่องนี้มากกว่า Kimi หรือเรื่องอื่น ๆ ของชินไค เพราะหลายจุดเรื่องนี้ก็ทำได้ดีไม้แพ้งานอื่นของชินไคหรือแม้กระทั่ง Kimi no na wa

สุดท้ายนี้ก็อยากให้ไปดูกันสักครั้งถึงจะไม่ชอบเนื้อเรื่องสไตล์ชินไคแต่แค่ไปดูเป็นอาหารตาความอลังการของงานภาพเป็น Eye candy ก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว และที่สำคัญคือใครตั้งใจว่าจะไปดูหรือรอดูอยู่ ผมอยากจะแนะนำว่าอย่าไปคาดหวังว่ามันจะเป็น The next Kimi no na wa หรืออะไรทำนองนั้น อยากให้เปลี่นความคาดหวังว่ามันจะเป็นเหมือน Kimi มาเป็นคาดหวังว่าเราจะได้ดูอะไรที่มันไม่เหมือน Kimi no na wa ดีกว่า ได้ดูได้เห็นอะไรที่มันแตกต่างแล้วเก็บมาคิดว่าเราได้ข้อคิดได้อะไรจากหนังเรื่องนี้บ้างที่หนังเรื่องนี้พยายามจะสื่อ

ที่ไทยเองอีกไม่นานเดี๋ยวก็เข้าโรงหนังละ อีก 3 4 เดือนไปรอดูกันได้เลย 'ฤดูฝัน ฉันมีเธอ' 🤣

PS.เอ้อ แล้วก็เรื่องโลเคชั่นสถานที่จริงนี่หลังจากดูมาสองรอบ พอจะเห็นได้เลยว่าตรงไหนจะกลายเป็นจุดดัง ๆ สำคัญ เป็นตำนานที่คนจะพากันไปถ่ายรูปเหมือน บันไดของ Kimi no nawa ที่ศาลเจ้าสุกะ นี่ก็เห็นคนไปตามรอยมาแว้บ ๆ ละ เดี๋ยวรอข้อมูลละเอียด ๆ มาทีอีกเดี๋ยวจะไปเดินดูมั่ง

👱‍♀️🙏⛩
#天気の子 #WeatheringWithYou


แสดงความคิดเห็น
1 more comments >>
อ่านรีวิวแล้วอยากให้เข้าไทยอาทิตย์หน้าเลย
ไม่พลาดอยู่แล้ว รอเข้าโรงไทย

ลืมพูดถึงเรื่อง คาแรคเตอร ดีไซน์ ไปเลย คือดีไซน์ตัวละคร ญ คือดีงามมากบวกกับอนิเมชั่นความไหลลื่นระดับเทพนี่ไวฟุแมททีเรียลชัด ๆ

หวังว่าหลังฉายในไทยแล้วคุณ xter ได้ดูจะจัดหนักนะครัช

View all 1 comments >
จัดแน่นอน 55
อยากดูแล้วอะ อ๊ากกกก
เข้าไทย ช่วงปลายๆปีใช่มั้ยหว่า ถ้าจำไม่ผิด
ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟน อ.ชินไคนะครับ แค่เคยดูงานเก่าๆอย่างพวกเสียงเพรียก,เหนือเมฆา
ในยุคที่แกสร้างชื่อมาด้วยงานภาพขั้นเทพแถมสร้างด้วยตัวคนเดียว
แล้วก็มา 5cm จากน้ัน Skip มา Kimi no na wa
(Kotonoha no Niwa,Hoshi wo Ou Kodomo ไม่ได้ดู)

ตอนเห็นเปิดตัวเรื่องนี้ค่อนข้างสนใจมากเพราะเป็นคนชอบพวกธีมที่เกี่ยวกับท้องฟ้าอยู่แล้ว
แต่ก็ยังไม่ได้ถึงขั้น Hype อะไรมากมาย
พอไปดูจริงต้องยอมรับว่าคอนเซ็ปแกปูมาดีจริงๆ แต่ที่เหลือสำหรับผมคือเฉยๆครับ
งานภาพยอมรับว่าดีจริงๆ แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันโดดเด่นกว่าคนอื่นเหมือนสมัย 10 กว่าปีก่อนแล้ว อาจจะเพราะเทคโนโลยีการสร้างมันก้าวหน้าจนทำให้งานภาพระดับนี้มันไม่ใช่ระดับที่ต้องร้องว้าวอีกแล้ว
ส่วนเพลงเพราะดีครับ แต่ด้วยระดับความพีคสมัย Kimo no Na wa มาถึงเรื่องนี้สำหรับผมมันยังข้ามไปไม่พ้นจริงๆ ตรงจุดนี้ถือว่าน่าเสียดายเพราะตัวเพลงความหมายดีมากๆ
ส่วนเนื้อเรื่องและเมสเสจที่ผมตีความได้มันก็เป็นสิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้ในบ่อยๆในสื่อญี่ปุ่นทั่วๆไป
ที่สำคัญมีหลายๆส่วนที่ผมรู้สึกว่ามันดึงมาจาก Kimo no Na wa มากเกินไป
คือผมเข้าใจนะว่าการเลือกเอาผลงานมันประสบความสำเร็จมันก็เป็นการเซฟที่สุด
แต่ผมเชื่อว่าหลายๆนก็อยากจะเห็นอะไรที่มันสดใหม่มากกว่าเห็นสิ่งเดิมๆ แถมดันเป็นเรื่องก่อนหน้าด้วย

ภาพรวมสำหรับผมถ้าตีเป็นคะแนนคือราวๆ 7-8 ครับ
ในช่วงปลายปีก่อนถึงปีนี้ผมดูหนังที่ ญป ไปเยอะมากๆ หลายๆเรื่องดูจบมีความรู้สึกอิ่มเอมใจ
ต้องเดินออกมาซื้อแพมเฟร็ตหน้าโรง แต่เรื่องนี้ไม่ทำให้ผมเกิดความรู้แบบนั้น
ไม่ได้ถึงขั้นผิดหวังอาจจะเพราะไม่ได้ Hype มาตั้งแต่ต้น แต่ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมากนัก
คนที่ไปดูด้วยกันอีก 2 คนก็ออกจากโรงมาด้วยความรู้คล้ายๆกัน
คนญี่ปุ่นที่ดูรอบเดียวกัน(ซึ่งเยอะพอสมควรเพราะดูวันแรกที่เข้า)
พอหนังจบก็เดินออกไปเงียบๆซะเป็นส่วนใหญ่
อันนี้ถือว่าแชร์สิ่งที่ผมเห็นแล้วกันครับ ไม่ได้จะแสดงถึงนัยอะไร
อีกสิ่งนึงที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจตั้งแต่ดูก่อนดูและจนมาดูในโรงก็คือขายโฆษณาหนักมากจนเกร่อ
ทำเอาอดคิดไม่ได้ว่าหลายๆองค์ประกอบที่เห็นในหนังมันเป็นใบสั่งจากสปอนเซอร์รึเปล่า
หรือมันเป็นสิ่งที่ อ. แกอยากทำรึเปล่า
ถ้าถามว่าผมได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ก๋คงเป็นเรื่องความเคี่ยวจากทุนนิยมนี่แหละ

ทั้งหมดนี้ความเห็นส่วนตัวล้วนๆครับ ถ้าทำให้แฟนๆไม่พอใจก็ต้องขออภัยด้วย
ยินดีรับคำด่าครับแต่อย่าแรงมาก ผมไม่ได้จะชี้นำว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี เพราะสุดท้ายดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนั่นแหละครับ
Like : sIxz, Hadrain
View all 6 comments >
มีคนคิดเหมือนผมเหมือนกันแฮะ แต่ผมไม่กล้าพูดไรมาก กลัวโดนรุม 5555


สำหรับผมดูผลงานของอาจารย์แกเกือบทุกเรื่อง ชอบสุดก็ 5cm แหละครับ หลังจากนั้นเฉยๆหมด ดูแล้วไม่รู้สึกอิน แม้แต่ kimi no na wa ก็รู้สึกเฉยๆ
Like : Sage
นานาจิตตังแหละครับ ใครไม่ชอบหรือคิดยังไงก็แล้วแต่เลยอะนะ

แต่สำหรับผมที่ไม่เห็นด้วยกับหลาย ๆ คนคือที่บอกเหมือน Kimi no na wa นี่แหละ แค่โทนของเรื่องผมก็ว่าคนละแนวแล้ว เรื่องนี้ผมว่ามันเรียลมาก ในขณะที่คิมิออกแนว upbeat มีแต่คนดี ๆ ในเรื่อง เป็นต้น แล้วก็ในเรื่องถึงจะเล่นมุกความเชื่อของทางชินโต เหมือนคิมิ แต่ก็ใช่ว่ามันจะเหมือนคิมิซะแบบลอกกันมาก็ไม่ใช่

งานภาพสำหรับผมยังไงก็เทพกว่าอนิเมะทุกเรื่องอยู่ดี คนที่จะทำภาพฉากได้ขนาดนี้ได้น้อยคนนัก ผมรู้ตัวเองอยู่ว่านั่งดูหนังของชินไคมันต้องเห็นภาพสวย ๆ ตอนผมเจอฉากหมุนกล้องยังทำเอาผมขนลุกเลย ประมาณตอนฉากหมุนกล้องดูดาวในคิมิที่เป็นหนึ่งในฉากที่ผมชอบที่สุดอะนะ

เรื่องความรู้สึกกับข้อคิดที่ได้นี่ผมไม่ค่อยชอบดูหนัง ญี่ปุ่น อะนะ เลยไม่ค่อยรู้ว่ามันอะไรแนวนี้เยอะหรือเปล่าหรืออะไรยังไง

แล้วก็เรื่องโฆษณาที่ใส่ผมว่ามันก็ไม่ได้เด่นขนาดนั้น แถมบางอันผมว่าทำออกมาได้ดีจนเป็นหนึ่งในเหตุผลของพล็อตนะ ผมเลยคิดว่ามันไม่เตะตาเท่าไหร่

แต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับ ดีไม่ดี สนุกไม่สนุกแล้วแต่คน แต่สำหรับผมมันค่อนข้างจะ related กับพล็อตเรื่องหรือได้รับอะไรมาจากตัวหนังผมก็ว่าไปตามนั้นครับ เพราะผมเองมาทำงาน เรียน ใช้ชีวิตอยู่ญี่ปุ่นได้ทุกวันนี้ก็เพราะดู Kimi no na wa นี่แหละ
EDIT: นิด ๆ ถ้าผมดูแค่รอบเดียวแล้วให้คะแนนปุปหลังดูจบเลยผมก็คงให้ 8 เหมือนกันแหละ แต่เพราะได้ดู 2 รอบแล้วมานั่งคิดต่อ ให้เวลาสมองตัวเองในการคิดผมเลยคิดว่ามันดีกว่า 8 มากครับ
การที่หลายคนรวมถึงผมรู้สึกว่ามันมีองค์ประกอบเหมือน Kimi no Na wa ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ เพราะ



ส่วนเรื่องโฆษณาขอขยายความนิดนึงว่าก่อนหนังจะเข้าฉายถ้าดูโทรทัศน์ก็จะเห็นแล้วว่ามันมีโฆษณา อาทิ บ้าน ประกันชีวิต ของกิน ที่เอาตัวละครและเพลงของเริ่องมาใช้ ซึ่งนอกจอว่าเยอะแล้วพอเข้าไปดูจริงในเรื่องก็ยังเห็นอีกเยอะ ซึ่งผมนับแล้วไม่ต่ำกว่า 10 เอาจริงๆเกิดมาก็ไม่เคยดูหนังที่มันขายอะไรเยอะขนาดนี้ แต่ทั้งนี้ก็เข้าใจครับว่าต้องอยู่ต้องกิน หนังไม่ได้สร้างกันฟรีๆ แต่สิ่งที่มันทำให้ผมรู้สึกกร่อยคือเพลงที่ถูกเอามาใช้จนเฟ้อ พอถึงฉากที่ใช้เพลงนั้น มันทำให้อารมณ์และความรู้สึกร่วมมันถูกบั่นทอนไปเยอะมากจนน่าเสียดายครับ

ส่วนเรื่องดูอีกรอบถ้าเป็นแบบที่คุณว่าจริงสำหรับผมมันจะกลายเป็นจุดติอีกจุดนึงเลย เพราะหนังที่ดีสำหรับผมคือหนังที่ทำมาให้คนดูแล้วอินและเข้าใจทุกอย่างได้ในรอบเดียวโดยไม่ต้องดูซ้ำ (ยกเว้นเข้าไปนั่งส่อง easter egg) ถ้าผมจะเสียเงินเข้าไปดูอีกรอบก็คือหนังที่ทำให้ผมประทับใจจนอยากดูซ้ำ ไม่ใช่เข้าไปดูจุดที่ค้างคาหรือเก็บตก ซึ่งอันนี้ผมเข้าใจดีครับเพราะถ้าคุณประทับใจเลยอยากดูซ้ำอันนี้ก็ไม่แปลก แต่สำหรับผมก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

ประเด็นหลักที่ตัดสินใจมาพิมพ์ก็เพราะเห็นกระแสที่ค่อนข้าง Hype กันแรงมากๆด้วยความประทับใจจาก Kimi no Na Wa และชื่อของชินไค แต่ทั้งนี้ต่อให้คนทำคนเดียวกัน แต่หนังมันคนละเรื่องดังนั้นจึงไม่จำเป็นว่ามันจะต้องดีเสมอไป ไม่อย่างนั้นหนัง Ghibli ของมิยาซากิ ฮายาโอะคงติดอันดับหนังทำรายได้สูงสุดไปแล้วทุกเรื่อง เพราะงั้นก็อยากให้ไปดูด้วยความรู้สึกกลางๆครับ เพราะ Hype มากถ้าดูแล้วผิดหวังจะพาลเซ็งไปซะเปล่าๆ (เหมือน 1 ในคนที่ไปดูกับผม) เพราะผมก็ค่อนข้างมั่นใจจากการคุยกับคนรอบๆตัวว่ารอบนี้เสียงจะไม่ได้เทไปทางบวกแรงๆเหมือน Kimi no Na wa แน่ แต่สุดท้ายก็ยังย้ำอีกรอบครับว่าดูแล้วชอบไม่ขอบอันนี้แล้วคนเลย เคารพความคิดเห็นทุกคนครับ
พูดถึงเรื่องสปอนเซอร์แล้ว ผมคาดไม่ถึงเลยนะว่าจะได้ธุรกิจรายนี้มาเป็นสปอนเซอร์ด้วย


ติขนาดนั้นถ้าไม่บอกคะแนน ผมนึกว่าให้ 5 6 คะแนนเต็ม 10 นะน่ะ ฮา

ปกหนังของชินไคก็เล่นพล็อตเล่นประเด็นแบบนี้หรือคล้าย ๆ แบบนี้ทุกเรื่องนี่ครับ
ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนเพิ่งมาจะมาบ่นมามีปัญหากันเอาตอนนี้ สงสัยเพราะ kimi no na wa หรือเปล่า แล้วหลายคนก็ไม่เคยดูเรื่องเก่า ๆ ของชินไค?

ถ้าจะเปรียบเทียบแบบนั้นผมว่ามันดูตลก ๆ ไปหน่อย เพราะมันไม่ใช่แค่หนังของชินไคหรือแค่ Kimi กับ Tenki ที่คล้าย ๆ กัน
คือต้องเข้าใจก่อนว่ากำลังดูหนังรัก ยังไงมันก็ต้องมี plot device ที่คอยทำให้คู่พระนางได้มาเจอฯลฯ กันอยู่แล้วหนัง

เพียงแค่ว่า Tenki no ko กับ Kimi no na wa พล็อตที่ว่ามันดูอลังการเป็นเรื่องใหญ่เป็นอุปสรรคใหญ่กว่าเรื่องก่อน ๆ ของชินไคแค่นั้นเอง ถ้าจะบอกว่าสองเรื่องนี้เหมือนกัน ผมว่ามีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือเอาความเชื่อชินโตมาใช้เหมือนกันนี่แหละ

หนังเรื่องไหนไม่ว่าใครสร้างมันก็มี trope อยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะ kimi no na wa หรือหนังของ ghibli หนังที่มิยาซากิทำก็ตาม
แต่การที่เอา trope เดิม ๆ มาใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันแย่ มันอยู่ที่การเอา trope มาใช้ได้ดีแค่ไหน Kimi no na wa ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ถึงจะมี trope มีใช้ cliche อยู่เต็มไปหมดแต่ก็ยังสนุก หนังยังออกมาดีได้
สำหรับคนที่ดูหนังดูซีรีส์มาเยอะโดยเฉพาะของญี่ปุ่นผมว่าก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากนะถึงเรื่องนี้

สำหรับผม Tenki no ko ถึงจะใช้ trope เดิม ๆ ของชินไคแต่มันมีหลาย ๆ อย่างแตกต่างกับ Kimi no na wa เยอะพอที่จำทำให้ผมกล้าพูดว่ามันต่างกันได้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมถึงบอกว่าเวลาไปดู Tenki no ko อย่าไปคาดหวังว่าจะได้ดู Kimi no na wa 2 หรืออะไร เพราะมันต่างกันเยอะ เพราะว่าถ้าจะบอกว่า Tenki เหมือน Kimi งั้นหนังของชินไคก็คงเหมือนกันทุกเรื่องแหละครับ เพราะมาแนวเดิม ๆ ตลอด

แต่ Tenki no ko มันมีการ execution ที่ดีการผจญภัยระหว่างทางก่อนจะไปถึงเป้าหมายมันทำได้สนุกไม่แพ้ Kimi เลยในความคิดผม

เรื่องดูสองรอบนี่ผมก็ไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องดู 2 รอบหรือหนังต้องดู 2 รอบอย่างร้อยถึงจะเข้าใจนะ ที่ผมบอกว่าผมต้องดูสองรอบเพราะว่าดูรอบแรกผมเก็บได้ไม่หมดเพราะ 1 ญป ยังไม่แข็งแรงขนาด n2 n1 , 2 คือรอบแรกผมเข้าไปในโรงช้า หนังฉายไปแล้ว 5 นาทีได้ ผมเลยอยากดูอีกรอบ อีกอย่างคือผมว่า Tenki no ko เข้าใจง่ายกว่า Kimi no na wa เยอะ เพราะ คิมิเอาเรื่องเวลามาเล่น ตัวทำคนดูสายแคชชวลงงเลย

เรื่องโฆษณาก็อย่างที่บอกไปอะ สำหรับผมมันไม่ได้เตะตาอะไรขนาดนั้น ผมเฉย ๆ บางอันผมก็คิดว่าตลกดี ประเด็นคือ Kimi no na wa หนังมันประสบความสำเร็จแบบล้นหลามมาก พอชินไคได้ทำเรื่องใหม่ ใคร ๆ ก็อยากเอาแบรนด์ตัวเองมาโฆษณา ไม่ก็ทางโตโฮ คอมมิคเวฟอยากได้เงินล่ะมั้ง

เรื่องความ Hype นี่ผมก็ยังไม่เห็น hype มากนะ เพียงแต่ใคร ๆ ที่เคยดู Kimi no na wa มาแล้วชอบหรือเป็นแฟนชินไคอยู่แล้วก็คง hype อยู่แล้ว จะไปห้ามบอกว่าอย่า hype ก็คงยาก ส่วนตัวผมแนะนำอย่างสองอย่างคือ ความคาดหวัง คาดหวังสูง หรือ คาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะสนุก ผมจะไม่ห้ามอะหรือบอกว่าไม่ดีอะเพราะผมคิดว่าหนังเรื่องนี้มันสนุกจริง ๆ ถ้าใครชอบ kimi no na wa ผมก็คิดว่าน่าจะชอบ tenki no ko เหมอืกัน ที่ผมอยากให้เวลาดูหรือก่อนไปดูเรื่องนี้อย่าคาดหวังว่า Tenki no ko จะเหมือน Kimi no na wa หรือเอาสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันมากกว่า แล้วแบบมานั่งเซ็งว่าทำไมไม่เห็นดีเหมือน kimi ไม่เห็นเดินเรื่องเหมือน kimi ธีมเรื่องไม่เห็นเหมือน kimi ฯลฯ

แล้วก็อย่างที่บอกอะครับใครจะสนุกไม่สนุกแล้วแต่เลยครับ เคารัพทุกความคิดเห็นครับ
เอาตามตรง 7-8 ที่ผมบอกนั่นคือเพิ่มให้เพราะงานภาพและเพลงแล้วครับ เพราะถ้าไม่ได้มีจุดนี้มาเสริมความเด่น แค่เนื้อเรื่องอย่างเดียวผมจะให้แค่ 4-5 ด้วยซ้ำ เรื่องตัวเนื้อเรื่องผมจะไม่ลงลึกแล้วนะครับ เพราะผมก็พิมพ์สิ่งที่ผมได้คุยกับคนรอบตัวและความเห็นตัวเองไปหมดแล้ว อีกอย่างคือเห็นกันตั้งแต่ต้นแล้วว่าความคิดเห็นมันไม่ตรงกันพิมพ์กันไปมาก็ไม่ได้อะไรครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นสปอยเปล่าๆ เพราะต่อให้อ่านความเห็นคุณไปความประทับใจของผมก็คงไม่ได้มากขึ้น เช่นกันกับที่ความประทับใจหรือความชอบของคุณก็ไม่ได้ลดลง

เรื่องความ Hype ถ้าตามเพจการ์ตูน สื่อต่างๆที่ชอบลงข่าวก็จะเห็นได้ครับ รวมถึงเหล่าเพื่อนๆในเฟสผมซึ่ง 80% เป็นคนที่อยู่ในวงการเกี่ยวกับญี่ปุ่นด้วยซึ่งเอาจริงๆผมก็เขียนเนื้อหาเหมือนกับมู้นี้ลงเฟสส่วนตัวไปแล้วเหมือนกัน

เรื่องเปรียบเทียบหรือคาดหวังว่าจะเหมือน Kimi no Na wa สำหรับผมมันคือตรงกันข้ามครับ คือคาดหวังว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆแต่ก็ไปเจอสิ่งเดิมๆซะมากกว่า ดังนั้นมันไม่ควรจะมีคนคิดแบบนั้นเพราะมันคือหนังคนละเรื่อง ทั่วไปก็คงแยกแยะกันได้ อย่างเช่นผมจะไปดู Howl ของ Ghibi ก็คงไม่ได้คาดหวังอะไรให้มันต้องเหมือน Totoro หรือ Kiki แล้วก็คงไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกันด้วย แต่สิ่งที่คนคาดหวังจริงๆคือชื่อชินไคที่เริ่มติดตลาดแล้วมากกว่า ซึ่งสิ่งที่อยากบอกคือตัว ผกก มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าหนังจะดีเสมอไป ดังนั้นใครอยาก Hype ก็ผมก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะผมก็ทำได้แค่พิมพ์บอกนี่แหละครับ
ได้ไปดูมาแล้วครับ แต่เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นยังไม่แข็งแรงเลยไม่เข้าใจในปมบางจุด

View all 1 comments >



นี่เป็นเหตุผลเลยว่าทำไมผมถึงบอกว่าคาแรค์เตอร์ดีกว่าเดิมมากทั้งคู่พระนาง ทั้ง ไซด์คาแรคเตอร์/ตัวละครสมทบ
Like : [Elvana-Stardust]
5cm อารมณ์แบบผู้ใหญ่หน่อย

ฉากที่เข้าร้านสะดวกซื้อแบ้วมีเพลงประกอบจากเบาและค่อยๆดังขึ้น เล่นเอานํ้าตาไหล
Like : Taitoru
วันก่อนได้หยุดพอดี เลยถือโอกาสไปเยี่ยมไปเดินดูตึกก่อนที่จะโดนทุบทิ้งวันที่ 1 สิงหานี้มาครับ

เป็นตึกที่เห็นกันในเทรลเลอร์ที่มีศาลเจ้าอยู่ข้างบนดาดฟ้า แต่ของจริงไม่มีศาลเจ้า เสียดายว่าเป็นตึกเก่ามากแล้วเลยจะโดนทุบอยู่พรุ่งนี้ละ เสียดายคนมาหลังพรุ่งนี้คงไม่ได้มาถ่ายรูปมาดู วันที่ผมไปนี่คนมาถ่ายรูปเยอะมาก

EDIT: ใครว่างหรืออยู่ในโตเกียวก็รีบไปดูกันนะครับ ตึกอยู่ใกล้ ๆ สถานีโยโยกิ/Yoyogi/代々木 หรือพิมพ์ชื่อตึก代々木会館ลงในแมพอากู๋ดู ไปใต้ดินสาย oedo หรือ jr ก็ได้ ออกมาจากสถานีประมาน 2 นาทีเดินถึงเลยครับ
major ฉายไหมครับหรือมีแต่ sf หา ดูเห็นแต่ sf เข้า 31 ตค.